เวลาลูกค้ากดสั่งของแล้วถามว่า “ได้ของวันนี้เลยไหม?” นั่นคือช่วงเวลาที่ธุรกิจต้องตอบได้อย่างมั่นใจว่า “ได้ครับ” เพราะในตลาดที่การแข่งขันสูง ความเร็วในการจัดส่งกลายเป็นปัจจัยตัดสินใจซื้อที่สำคัญไม่แพ้ราคาและคุณภาพสินค้าอีกต่อไป
แต่การส่งของไวที่สุด ไม่ได้มีแค่วิธีเดียว และแต่ละวิธีก็เหมาะกับสถานการณ์ที่ต่างกัน บทความนี้จะพาคุณเปรียบเทียบทุกตัวเลือกอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ธุรกิจของคุณเลือกได้ถูกและเร็วจริงครับ
วิธีส่งของไวที่สุดในปัจจุบันมีอะไรบ้าง
1. Messenger / Rider
Messenger หรือ Rider คือตัวเลือกแรกที่หลายคนนึกถึงเมื่อต้องการส่งของภายใน 1 วัน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ที่มีแอปพลิเคชันหลายตัวให้ใช้งานได้ทันที ข้อดีคือสั่งได้เลย สะดวก และเหมาะมากสำหรับการส่งแบบ Point-to-Point ระยะใกล้
อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจที่มีออเดอร์จำนวนมาก การพึ่งพา Rider ทีละออเดอร์มีข้อจำกัดชัดเจน ต้นทุนต่อออเดอร์สูงมากเมื่อเทียบกับบริการขนส่งเชิงพาณิชย์ ไม่มีระบบติดตามที่เป็นมาตรฐาน ไม่รองรับการส่งต่างจังหวัด และไม่สามารถ Scale ได้เมื่อออเดอร์เพิ่มขึ้นกะทันหัน
เหมาะกับ: การส่งของส่วนตัว ออเดอร์ชิ้นเดียว หรือสินค้าด่วนในระยะใกล้
ไม่เหมาะกับ: ธุรกิจที่มีออเดอร์ตั้งแต่ 10 รายการต่อวันขึ้นไป
2. Same Day Delivery
Same Day Delivery คือบริการจัดส่งเชิงพาณิชย์ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ รับประกันว่าลูกค้าจะได้รับสินค้าภายในวันเดียวกับที่สั่งซื้อ โดยทั่วไปครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมระบบติดตามสถานะและการยืนยันการส่งมอบที่เป็นมาตรฐาน
ต่างจาก Rider ตรงที่ Same Day Delivery รองรับการจัดส่งหลายออเดอร์พร้อมกันในเที่ยวเดียว ทำให้ต้นทุนต่อออเดอร์ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อออเดอร์มีจำนวนมาก และมีระบบหลังบ้านที่รองรับการเชื่อมต่อกับ Marketplace, ERP และช่องทางการขายต่าง ๆ ได้โดยตรง
เหมาะกับ: ธุรกิจ B2C ที่ต้องการส่งเร็วและ Scale ได้ ธุรกิจ B2B ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ไม่เหมาะกับ: การส่งระหว่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกลที่ต้องการในวันเดียวกัน
3. Express Delivery (Next Day)
Express Delivery หรือการส่งแบบ Next Day เป็นบริการที่เร็วกว่า Standard แต่ไม่ถึงกับ Same Day โดยรับประกันว่าสินค้าจะถึงมือผู้รับในวันทำการถัดไป ข้อดีคือครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างกว่า ราคาต่ำกว่า Same Day และรองรับสินค้าหลากหลายประเภทมากกว่า
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการส่งทั่วประเทศในเวลาสั้น โดยที่ลูกค้ายังยอมรับการรอหนึ่งคืนได้
เปรียบเทียบความเร็วของแต่ละรูปแบบการจัดส่ง
| รูปแบบ | ระยะเวลา | พื้นที่ | เหมาะกับ | ต้นทุนต่อออเดอร์ |
| Messenger / Rider | 1–3 ชั่วโมง | เฉพาะในเมือง | ส่วนตัว, ออเดอร์ชิ้นเดียว | สูง |
| Same Day Delivery | ภายในวันเดียวกัน | กรุงเทพฯ + ปริมณฑล | ธุรกิจ B2B และ B2C | กลาง–สูง แต่ลดลงตามปริมาณ |
| Express (Next Day) | วันถัดไป | ทั่วประเทศ | ธุรกิจที่ส่งหลายจังหวัด | กลาง |
| Standard | 2–5 วัน | ทั่วประเทศ | สินค้าทั่วไปไม่เร่งด่วน | ต่ำ |
จากตารางจะเห็นได้ชัดว่า ความเร็วและพื้นที่ครอบคลุมมักแปรผกผันกัน ยิ่งเร็วยิ่งจำกัดพื้นที่ และยิ่งครอบคลุมกว้างยิ่งใช้เวลานานขึ้น การเลือกให้เหมาะจึงต้องคำนึงถึงทั้งสองปัจจัยนี้พร้อมกัน
ทำไม Same Day Delivery ถึงเป็นคำตอบของการส่งของไวที่สุด
สำหรับธุรกิจที่ต้องการส่งของไวที่สุดอย่างมีระบบและ Scale ได้ Same Day Delivery คือคำตอบที่สมดุลที่สุด ด้วยเหตุผลดังนี้
- รวดเร็วแต่ยังควบคุมต้นทุนได้ ต่างจาก Rider ที่ราคาต่อออเดอร์สูงมาก Same Day Delivery มีโครงสร้างราคาที่ยืดหยุ่นตามปริมาณ ยิ่งออเดอร์มากยิ่งต้นทุนต่อชิ้นลดลง ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่มีออเดอร์สม่ำเสมอ
- มีระบบหลังบ้านรองรับ ผู้ให้บริการ Same Day Delivery ระดับมืออาชีพมีระบบ TMS ที่เชื่อมต่อกับช่องทางการขายได้โดยตรง ออเดอร์ไหลเข้าระบบอัตโนมัติ ไม่ต้องโทรสั่งทีละออเดอร์
- ติดตามได้แบบ Real-time ทั้งทีมงานและลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้ตลอดเวลา ลดการโทรถามและเพิ่มความเชื่อมั่น
- รองรับทั้ง B2B และ B2C ไม่ว่าจะส่งให้ตัวแทนหรือส่งตรงถึงผู้บริโภค Same Day Delivery ของ Logistplus ครอบคลุมทั้งสองโมเดลในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อม Next Day ทั่วประเทศ
การที่ธุรกิจสามารถส่งของภายใน 1 วันได้อย่างสม่ำเสมอและมีระบบรองรับ ไม่ใช่แค่ช่วยปิดการขายได้เร็วขึ้น แต่ยังสร้าง Competitive Advantage ที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะลูกค้าที่ได้รับของเร็วและตรงเวลาทุกครั้งมีแนวโน้มสูงที่จะกลับมาซื้อซ้ำและแนะนำต่อ
สรุป ส่งของไวที่สุดควรเลือกแบบไหนดี
ถ้าสรุปให้ชัดเจนที่สุด คำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของคุณ
- ถ้าส่งส่วนตัว หรือออเดอร์ชิ้นเดียวในระยะใกล้ เลือก Rider หรือ Messenger ที่สะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องวางระบบอะไรเพิ่ม
- ถ้าเป็นธุรกิจที่ต้องการส่งเร็วอย่างมีระบบ Same Day Delivery คือคำตอบที่ดีที่สุด ทั้งในแง่ความเร็ว ต้นทุน และความสามารถในการ Scale รองรับการเติบโตของธุรกิจ
- ถ้าต้องการส่งทั่วประเทศและลูกค้ายอมรับการรอหนึ่งคืน Express Next Day ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าในราคาที่จัดการได้
สิ่งที่หลายธุรกิจทำในปัจจุบันคือเปิดตัวเลือกหลายรูปแบบให้ลูกค้าเป็นคนเลือกเอง ซึ่งช่วยเพิ่ม Conversion ได้ดี เพราะลูกค้าบางกลุ่มยอมจ่ายเพิ่มเพื่อได้ของเร็ว ในขณะที่อีกกลุ่มพร้อมรอเพื่อประหยัดค่าส่ง
Logistplus รองรับการส่งของภายใน 1 วันในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อม Next Day ทั่วประเทศ ด้วยระบบ TMS ที่เชื่อมต่อกับทุก Platform และทีมงานที่มีประสบการณ์กว่า 17 ปี ทำให้ทุกออเดอร์ถึงมือลูกค้าได้ตามกำหนดอย่างมีระบบ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับบริการส่งของไวที่สุด
Q: Same Day Delivery ของ Logistplus ต้องส่งออเดอร์ก่อนกี่โมง?
A: มีเวลา Cut-off ที่กำหนดตามข้อตกลงกับลูกค้าแต่ละราย ซึ่งทีมงาน Logistplus จะแจ้งให้ทราบเมื่อเริ่มใช้บริการ โดยทั่วไปออเดอร์ที่เข้ามาช่วงเช้าจะถูกจัดส่งในช่วงบ่ายถึงเย็นของวันเดียวกัน
Q: ถ้าออเดอร์มีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด บริหารในระบบเดียวกันได้ไหม?
A: ได้ครับ Logistplus มีระบบที่รองรับการจัดการออเดอร์ทุกพื้นที่ในระบบเดียว ออเดอร์ในกรุงเทพฯ จะถูกจัดส่งแบบ Same Day และออเดอร์ต่างจังหวัดจะถูกส่งแบบ Next Day โดยอัตโนมัติตามพื้นที่ปลายทาง
Q: Same Day Delivery รองรับบริการ COD ด้วยไหม?
A: รองรับครับ Logistplus มีบริการ COD ควบคู่กับ Same Day Delivery ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้าต้องการชำระเงินปลายทาง
Q: ถ้ายอดออเดอร์พุ่งช่วง Flash Sale หรือแคมเปญพิเศษ จะรับไหวไหม?
A: รับไหวครับ Logistplus ออกแบบระบบและทีมงานให้รองรับ Peak Period ได้ มีความยืดหยุ่นในการรับออเดอร์ปริมาณมากได้โดยไม่กระทบมาตรฐานการจัดส่ง
Q: ส่งของไวแค่ไหนที่ Logistplus รับประกันได้?
A: Logistplus รับประกันการส่งของภายในวันสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และ Next Day สำหรับพื้นที่ทั่วประเทศ ด้วยระบบติดตามสถานะแบบ Real-time ที่ให้ทั้งธุรกิจและลูกค้าตรวจสอบได้ตลอดเวลา

