ABC Analysis คืออะไร? วิธีแบ่งกลุ่มสินค้าเพื่อบริหารสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพ

ABC Analysis คืออะไร? วิธีแบ่งกลุ่มสินค้าเพื่อบริหารสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณมีสินค้าในคลังหลายร้อยหรือหลายพันรายการ แล้วพยายามดูแลทุกตัวด้วยความใส่ใจเท่ากัน สุดท้ายมักลงเอยด้วยการดูแลไม่ทั่วถึงสักตัว ปัญหานี้ไม่ได้แก้ด้วยการเพิ่มคน แต่แก้ด้วยการจัดลำดับความสำคัญให้ถูก และเครื่องมือที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุดตัวหนึ่งคือ ABC Analysis บทความนี้จะพาไปดูว่ามันคืออะไร ทำอย่างไร และเหมาะกับธุรกิจแบบไหน

ABC Analysis คืออะไร?

เริ่มจากนิยามที่เข้าใจง่ายที่สุดกันก่อนครับ ABC Analysis คือเทคนิคการจัดกลุ่มสินค้าคงคลังตามมูลค่าและความสำคัญที่มีต่อธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม A B และ C แนวคิดนี้มีรากมาจากหลักพาเรโตหรือกฎ 80/20 ที่บอกว่าสินค้าเพียงส่วนน้อยมักสร้างมูลค่าส่วนใหญ่ให้ธุรกิจ เมื่อรู้ว่าสินค้ากลุ่มไหนสำคัญที่สุด คุณก็จะทุ่มทรัพยากรและความใส่ใจไปที่จุดนั้นได้อย่างคุ้มค่า แทนที่จะกระจายความสนใจไปทั่วจนไม่มีอะไรถูกดูแลจริงจัง บางตำราเรียกเทคนิคนี้ว่า Always Better Control ซึ่งสื่อถึงประโยชน์ได้ตรงตัว

ABC Analysis มีหลักการอย่างไร?

หลักการของเครื่องมือนี้อยู่ที่การยอมรับว่าสินค้าแต่ละตัวมีน้ำหนักต่อธุรกิจไม่เท่ากัน ลองมาดูรายละเอียดของแต่ละกลุ่มว่าต่างกันอย่างไร

กลุ่ม A – สินค้ามูลค่าสูงที่ต้องให้ความสำคัญ

กลุ่มนี้มักมีจำนวนรายการราว 20 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด แต่สร้างมูลค่าถึง 70–80 เปอร์เซ็นต์ สินค้ากลุ่ม A จึงต้องได้รับการตรวจนับบ่อยที่สุด ควบคุมสต๊อกอย่างใกล้ชิด และวางไว้ในตำแหน่งที่หยิบง่ายที่สุดในคลัง เพราะถ้าของกลุ่มนี้ขาดเมื่อไร ยอดขายจะได้รับผลกระทบทันที

กลุ่ม B – สินค้ามูลค่าปานกลาง

กลุ่มกลางที่มีสัดส่วนรายการประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และสร้างมูลค่าราว 15–20 เปอร์เซ็นต์ สินค้ากลุ่มนี้ควรตรวจสอบเป็นรอบปกติ ไม่ต้องเข้มงวดเท่ากลุ่ม A แต่ก็ละเลยไม่ได้ เพราะบางตัวมีโอกาสเลื่อนขึ้นไปเป็นกลุ่ม A ได้เมื่อตลาดเปลี่ยน

กลุ่ม C – สินค้ามูลค่าต่ำแต่มีจำนวนมาก

กลุ่มนี้มีรายการเยอะที่สุดคือราว 50 เปอร์เซ็นต์ แต่สร้างมูลค่ารวมเพียง 5–10 เปอร์เซ็นต์ แนวทางที่เหมาะสมคือใช้การควบคุมแบบง่าย สั่งซื้อครั้งละมาก ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการสั่ง และไม่ต้องเสียเวลาตรวจนับถี่จนกินทรัพยากรเกินความคุ้มค่า

วิธีทำ ABC Analysis มีขั้นตอนอะไรบ้าง?

ข่าวดีคือคุณไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ราคาแพงก็เริ่มได้ เพียงใช้ Excel กับข้อมูลย้อนหลังก็เพียงพอ ลองทำตามห้าขั้นตอนนี้ครับ

1. รวบรวมข้อมูลสินค้าและยอดการใช้งาน

เริ่มจากดึงรายการสินค้าทั้งหมดพร้อมปริมาณที่ขายหรือใช้ไปในรอบหนึ่งปี ข้อมูลยิ่งครบและสะอาดเท่าไร ผลลัพธ์ยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น

2. คำนวณมูลค่าการใช้สินค้าต่อปี

นำปริมาณที่ใช้คูณด้วยต้นทุนหรือราคาต่อหน่วยของสินค้าแต่ละรายการ จะได้ตัวเลขมูลค่าการใช้ต่อปี ซึ่งเป็นเกณฑ์หลักในการจัดกลุ่ม บางธุรกิจอาจเลือกใช้กำไรขั้นต้นแทนได้ตามนโยบาย

3. เรียงลำดับสินค้าตามมูลค่า

เรียงรายการจากมูลค่ามากไปน้อย ขั้นตอนนี้จะทำให้เห็นทันทีว่าสินค้าตัวไหนคือตัวทำเงินจริง และตัวไหนที่กินพื้นที่มากแต่แทบไม่สร้างรายได้

4. คำนวณสัดส่วนและแบ่งสินค้าเป็น A B C

คำนวณเปอร์เซ็นต์สะสมของมูลค่า แล้วขีดเส้นแบ่ง โดยทั่วไปจะใช้เกณฑ์ 80 เปอร์เซ็นต์แรกเป็นกลุ่ม A ถัดมาถึง 95 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่ม B และส่วนที่เหลือเป็นกลุ่ม C แต่เกณฑ์นี้ปรับได้ตามลักษณะธุรกิจ

5. กำหนดแนวทางบริหารสต๊อกแต่ละกลุ่ม

ขั้นสุดท้ายคือแปลงผลวิเคราะห์เป็นนโยบายจริง เช่น ความถี่ในการตรวจนับ ระดับสต๊อกสำรอง และตำแหน่งจัดเก็บของแต่ละกลุ่ม ถ้าหยุดแค่การจัดกลุ่มโดยไม่กำหนดแนวทาง ผลวิเคราะห์ก็จะเป็นแค่ตารางที่ไม่มีใครใช้

ตัวอย่างการทำ ABC Analysis ในคลังสินค้า

ลองนึกภาพผู้นำเข้าเครื่องสำอางที่มีสินค้า 500 SKU เมื่อคำนวณมูลค่าการใช้ต่อปีแล้วเรียงลำดับ พบว่ามีสินค้าเพียง 90 รายการที่สร้างมูลค่ารวมกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จึงจัดเป็นกลุ่ม A แล้วย้ายไปวางในโซนใกล้จุดแพ็กพร้อมตรวจนับทุกสัปดาห์ ส่วนกลุ่ม C ที่มีเกือบ 250 รายการถูกย้ายไปโซนด้านใน สั่งซื้อครั้งละมากขึ้นแต่ลดความถี่ลง ผลลัพธ์คือเวลาเดินหยิบของลดลงชัดเจน และเงินที่เคยจมกับสินค้าไม่ทำเงินก็ถูกปลดปล่อยกลับมา

ABC Analysis ช่วยบริหาร Inventory ได้อย่างไร?

เมื่อนำไปใช้จริงอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์จะเห็นได้ทั้งในตัวเลขและในการทำงานหน้างาน มาดูสี่ข้อที่ชัดเจนที่สุดกัน

ลดปัญหาสต๊อกมากหรือน้อยเกินไป

เมื่อรู้ว่าสินค้าตัวไหนสำคัญ คุณจะไม่สั่งของกลุ่ม C มาตุนไว้เกินจำเป็น และไม่ปล่อยให้ของกลุ่ม A ขาดในช่วงที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด

ช่วยกำหนดระดับ Safety Stock

สินค้ากลุ่ม A ควรมีสต๊อกสำรองสูงกว่าเพราะผลกระทบเมื่อขาดรุนแรงกว่า ขณะที่กลุ่ม C ตั้งไว้ต่ำได้ ทำให้ใช้เงินทุนหมุนเวียนอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

ช่วยวางแผนการสั่งซื้อสินค้า

ฝ่ายจัดซื้อจะรู้ว่าควรทุ่มเวลาต่อรองกับซัพพลายเออร์ของสินค้ากลุ่มไหน เพราะการลดต้นทุนสินค้ากลุ่ม A เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ให้ผลมากกว่าการต่อรองสินค้ากลุ่ม C ทั้งหมดรวมกัน

ลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้าคงคลัง

การจัดวางตามความถี่ในการหยิบช่วยลดระยะเดินและเวลาทำงาน ส่วนการลดสต๊อกส่วนเกินก็ช่วยลดพื้นที่ที่ต้องเช่าและความเสี่ยงจากสินค้าเสื่อมสภาพไปพร้อมกัน

ข้อดีและข้อจำกัดของ ABC Analysis

ข้อดีที่ชัดที่สุดคือทำได้ง่าย ใช้ข้อมูลที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว และให้ผลลัพธ์ที่นำไปปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรรู้เช่นกัน อย่างแรกคือเทคนิคนี้มองที่มูลค่าเป็นหลัก จึงอาจมองข้ามสินค้าที่มูลค่าต่ำแต่ขาดไม่ได้ เช่น อะไหล่สำคัญหรือสินค้าที่ต้องขายคู่กับตัวอื่น อย่างที่สองคือผลวิเคราะห์เป็นภาพนิ่งของช่วงเวลาหนึ่ง หากไม่ทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง การจัดกลุ่มอาจไม่สะท้อนความเป็นจริงอีกต่อไป และอย่างสุดท้ายคือไม่ได้คำนึงถึงฤดูกาล จึงควรใช้ร่วมกับข้อมูลแนวโน้มยอดขายเสมอ

ระบบ WMS ช่วยในการทำ ABC Analysis ได้อย่างไร?

การทำด้วย Excel เหมาะกับการเริ่มต้น แต่เมื่อสินค้าและออร์เดอร์เพิ่มขึ้น การอัปเดตด้วยมือจะกลายเป็นภาระทันที ระบบ WMS ช่วยดึงข้อมูลการเคลื่อนไหวของสินค้าแบบเรียลไทม์มาจัดกลุ่มให้อัตโนมัติ พร้อมแนะนำตำแหน่งจัดเก็บที่เหมาะสมกับความถี่ในการหยิบ นอกจากนี้ยังกำหนดรอบตรวจนับที่ต่างกันในแต่ละกลุ่มได้ และเมื่อเชื่อมต่อ API กับ ERP หรือ Marketplace ข้อมูลยอดขายทุกช่องทางจะไหลเข้ามาเป็นชุดเดียวกัน ทำให้ผลวิเคราะห์แม่นยำกว่าการรวบรวมเองมาก

สรุป ABC Analysis เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?

หลายคนถามว่าคลังสินค้ามีหน้าที่อะไรนอกจากเก็บของ คำตอบคือครอบคลุมตั้งแต่รับสินค้า จัดเก็บตามตำแหน่ง หยิบ แพ็ก จัดส่ง ไปจนถึงวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางแผนสต๊อก ซึ่ง ABC Analysis คือเครื่องมือที่ทำให้หน้าที่สุดท้ายนี้มีคุณค่าจริง และเมื่อถามต่อว่าประโยชน์ของคลังสินค้า มีอะไรบ้าง ก็จะเห็นชัดว่าไม่ใช่แค่พื้นที่เก็บของ แต่คือศูนย์ข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้แม่นขึ้น เทคนิคนี้เหมาะกับธุรกิจที่มี SKU หลากหลาย ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า ค้าส่ง และร้านค้าออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่อยากลงทุนระบบเอง Logistplus ให้บริการคลังสินค้าและ Fulfillment ครบวงจร เก็บ–แพ็ก–ส่ง ด้วยระบบ WMS และ TMS จัดส่ง B2B และ B2C ทั่วประเทศ ภายใต้มาตรฐาน ISO 9001:2015

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ ABC Analysis

Q: ควรทำ ABC Analysis บ่อยแค่ไหน?

A: อย่างน้อยปีละครั้ง แต่ถ้าธุรกิจมีสินค้าใหม่เข้ามาบ่อยหรือมีฤดูกาลชัดเจน แนะนำให้ทบทวนทุกไตรมาส

Q: ธุรกิจเล็กที่มีสินค้าไม่กี่สิบตัวทำได้ไหม?

A: ทำได้และควรทำ เพราะช่วยให้รู้ว่าควรทุ่มเงินทุนที่มีจำกัดไปกับสินค้าตัวไหนก่อน

Q: ใช้ ABC Analysis ร่วมกับ FIFO ได้หรือไม่?

A: ได้ เพราะสองอย่างนี้เสริมกัน ABC บอกว่าควรดูแลตัวไหนเป็นพิเศษ ส่วน FIFO ควบคุมลำดับการหมุนเวียนภายในแต่ละกลุ่ม

Q: ถ้าสินค้าเปลี่ยนกลุ่มบ่อยควรทำอย่างไร?

A: ให้ดูแนวโน้มระยะยาวแทนการปรับตามเดือนต่อเดือน และอาจกำหนดช่วงกันชนไว้เพื่อไม่ให้ต้องย้ายตำแหน่งจัดเก็บบ่อยเกินจำเป็น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Logistplus-cookie

    นโยบายการใช้คุกกี้ Logistplus นโยบายการใช้คุกกี้นี้ จะอธิบายถึงประเภท เหตุผล และลักษณะการใช้คุกกี้ รวมถึงวิธีการจัดการคุกกี้ ของเว็บไซต์ทั้งหมดของบริษัทโดยท่านสามารถศึกษาและตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ อย่างไรก็ตาม บริการบางอย่างบนเว็บไซต์ของบริษัท จำเป็นต้องมีการใช้คุกกี้ หากท่านปิดการทำงานคุกกี้อาจทำให้ท่านใช้งานฟังก์ชันบางอย่างหรือทั้งหมดของบริการดังกล่าวได้อย่างไม่ราบรื่น 1. คุกกี้ คืออะไร คุกกี้ คือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่จะถูกติดตั้ง หรือบันทึกลงบนคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของท่านเมื่อท่านเข้าชมเว็บไซต์ คุกกี้จะจดจำข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ทั้งนี้ เราจะเรียกเทคโนโลยีอื่นที่ทำหน้าที่คล้ายคลึงกันว่าคุกกี้ด้วย 2. เราใช้ คุกกี้อย่างไรบ้าง เราจะใช้คุกกี้เมื่อท่านได้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา เพื่อการให้บริการและช่วยเสริมประสิทธิภาพในการใช้บริการ ซึ่งอาจรวมถึงการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และนำเสนอเนื้อหา สินค้า/บริการ และ/หรือ โฆษณาที่เหมาะสมกับความสนใจของท่านได้ โดยคุกกี้จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ท่านในการใช้บริการ การวิเคราะห์และนับจำนวนผู้ใช้งาน ตลอดจนช่วยให้บริษัททราบถึงพฤติกรรมการเยี่ยมชมเว็บไซต์ของท่าน ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ โดยให้ท่านสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย 3. การใช้คุกกี้โดยบุคคลที่สาม เว็บไซต์ของเราอาจมีการใช้คุกกี้โดยบุคคลที่สาม ซึ่งลักษณะการใช้งานและการตั้งค่าจะเป็นไปตามคุกกี้ในข้อ 2 โดยท่านจะไม่สามารถเลือกตั้งค่าการใช้งานเฉพาะคุกกี้โดยบุคคลที่สามได้ ทั้งนี้ เราไม่สามารถควบคุมการใช้ข้อมูลของบุคคลที่สามนั้นได้ ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อของบุคคลที่สาม นโยบายความเป็นส่วนตัว และนโยบายการใช้คุกกี้ของบุคคลที่สาม ซึ่งแตกต่างจากเว็บไซต์ของเราได้ที่เว็บไซต์ของบุคคลที่สามนั้น ๆ 4. การจัดการคุกกี้ ท่านสามารถเลือกตั้งค่าคุกกี้แต่ละประเภท ได้ โดย “การตั้งค่าคุกกี้” หรือ การตั้งค่าในเว็บบราวเซอร์ เช่น ห้ามการติดตั้งคุกกี้ลงบนอุปกรณ์ของท่าน ทั้งนี้ การปิดการใช้งานคุกกี้อาจส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้เว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรืออาจทำให้ท่านใช้งานฟังก์ชันบางอย่างหรือทั้งหมดของบริการดังกล่าวได้อย่างไม่ราบรื่น

บันทึกการตั้งค่า
Scroll to Top